บล็อก

ครูทองครูไทยหัวใจพอเพียง

By. ป้าผ่อง

           “ซื่อสัตย์ “ ถูก หนุ่มน้อยนามว่า “ฉลาด”ทิ้งลงทะเล ซื่อสัตย์พยายามว่ายน้ำจนมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง  เมื่อขึ้นฝั่งได้ ซื่อสัตย์ ก็นอนพักอยู่บนหาดทราย มันพยายามคิดหาวิธีที่จะกลับขึ้นฝั่ง สิ่งที่ซื่อสัตย์หวังก็คือจะมีเรือของใครผ่านมาทางนี้บ้าง  อยู่ๆ ซื่อสัตย์ก็ได้ยินเสียงเพลงแววมาแต่ไกล มันรีบลุกขึ้นและมองไปยังต้นเสียงนั้น มีเรือลำหนึ่งกำลังมุ่งมายังเกาะนี้ บนเรือลำนั้นมีธงผืนเล็กโบกสะบัดอยู่ บนธงนั้นเขียนคำว่า “ความสุข” ที่แท้เป็นเรือของความสุขนั่นเอง  ซื่อสัตย์จึงตะโกนเรียกความสุข “ความสุข ความสุข ผมคือซื่อสัตย์ คุณช่วยพาผมขึ้นฝั่งได้ไหม?” เมื่อความสุขได้ยิน ก็พูดกับซื่อสัตย์ว่า “ไม่ได้ๆ หากผมพาคุณขึ้นมาด้วยผมจะหมดสุข คุณดูสิ ผู้คนมากมายในสังคมยุคนี้ที่พูดความจริงแล้วกลับไม่มีความสุข ขอโทษนะซื่อสัตย์ ผมรับคุณขึ้นมาไม่ได้!” พูดเสร็จ ความสุขก็จากไป  ผ่านไปสักครู่หนึ่ง “ตำแหน่ง” ก็ผ่านมา  ซื่อสัตย์ตะโกนเรียกตำแหน่ง “ตำแหน่ง ตำแหน่ง ผมคือซื่อสัตย์ ผมขออาศัยเรือของคุณขึ้นฝั่งได้ไหม?” ตำแหน่งพอได้ยิน ก็รีบหันหัวเรือให้ห่างออกไป จากนั้นก็หันมาพูดกับซื่อสัตย์ว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ ซื่อสัตย์คุณจะขึ้นมาอยู่กับผมไม่ได้ คุณรู้ไหมตำแหน่งที่ผมได้มานั้นมันยากเย็นสักเพียงใด หากผมพาคุณมาอยู่ด้วยเดี๋ยวผมก็ซวยนะสิ เดี๋ยวผมก็จะสูญเสียตำแหน่ง ยังไงผมไม่ขออยู่ร่วมกับคุณ” ซื่อสัตย์น้ำตาคลอเบ้า มองตำแหน่งที่รีบออกเรือจากไปอย่างสิ้นหวัง รู้สึกสับสนในตนเองเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่มันทำได้ ก็เพียงแค่รอ รอ และก็รอ เท่านั้น  อยู่ๆท่วงทำนองที่ไม่ค่อยจะเข้ากันนักก็แว่วดังขึ้นมา เรือลำหนึ่ง บรรทุก“แข่งขัน”เป็นจำนวนมากผ่านมา ซื่อสัตย์จึงตะโกนเรียก “แข่งขัน แข่งขัน ผมขอขึ้นเรือของคุณได้ไหม?” “คุณเป็นใคร คุณมีประโยชน์แค่ไหนกับพวกเรา?” แข่งขันตะโกนถามมา ซื่อสัตย์ไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะเกรงว่าจะพลาดโอกาสเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ซื่อสัตย์ก็คือซื่อสัตย์ “ผมคือซื่อสัตย์…..” “ห๊า! คุณคือซื่อสัตย์ หากพวกเรามีคุณอยู่ด้วย เราจะแข่งขันเอาชนะอะไรกับใครที่ไหนได้ ” พูดเสร็จ ก็หันหัวเรือจากไปอย่างรวดเร็ว  ในขณะที่ซื่อสัตย์กำลังสิ้นหวังนั่งคอตก อยู่ๆก็มีน้ำเสียงอันเมตตาดังขึ้นว่า “ลูกจ๋า ขึ้นเรือเถิด!” เมื่อซื่อสัตย์เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นผู้เฒ่าผมขาวโพลนคนหนึ่งยืนอยู่บนเรือ “ฉันคือผู้เฒ่าแห่งกาลเวลา” “ทำไมท่านต้องมาช่วยผมครับ?” ซื่อสัตย์ถามออกไปด้วยความสงสัย “มีแต่กาลเวลาเท่านั้นที่รู้ว่าซื่อสัตย์มีค่ามากเพียงใด” ผู้เฒ่าแห่งกาลเวลาพูดออกไปด้วยรอยยิ้ม  บนทางกลับคืนฝั่ง ผู้เฒ่าแห่งกาลเวลาได้พูดกับความสุข ตำแหน่ง แข่งขันที่ต่างก็เรือล่มอยู่กลางทะเลว่า “เจ้าทั้งหลายจงจำไว้  หากปราศจากซื่อสัตย์แล้ว ความสุขจะอยู่ได้ไม่นาน ตำแหน่งที่ได้มาก็เป็นตำแหน่งจอมปลอม  การแข่งขันก็มีแต่จะล้มเหลวไม่เป็นท่า”

          หลังจากที่มีลูกค้าทะยอยไปถอนเงินจากธ.ออมสินตลอดทั้งวัน…วันรุ่งขึ้นก็มีคุณยายวัย70นำเงินจำนวนสามล้านไปฝากธ.ออมสินแต่ขอพบผู้จัดการก่อน…พนักงานจึงพาไปพบ
ผจก :  ยายเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ
ยาย :   ยายชนะพนันมาจ๊ะ
ผจก :   ยายไปพนันอะไรมาเหรอครับ
ยาย :  ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพ่อหนุ่ม…อยากรู้ใช่ไหมเราลองมาพนันกันสักแสนหนึ่งเอาไหมละว่าเก้าโมงเช้าพรุ่งนี้ไข่ของพ่อหนุ่มจะเป็นสี่เหลี่ยม
ผจก :  ฮ่าๆ ล้อเล่นนะยาย จะพนันกันจริงหรือ
ยาย :  เอาซิ…ยายมีเงินตั้ง เยอะแยะ
ผจก :  เห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่ไข่ของตนจะเป็นสี่เหลี่ยมเลยตอบตกลงรับคำท้าและนัดแนะว่าพรุ่งนี้เก้าโมงเช้าจะมาพบกันอีกทีตลอดทั้งวัน ผจก.ไม่เป็นอันทำงานเฝ้าแต่คลำไข่ตัวเองว่ายังกลมอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่ารุ่งเช้าตื่นขึ้นมาผจก.ก็ไม่ลืมที่จะตรวจสอบว่าไข่ตัวเองยังอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า…ยังเหมือนเดิมจริงๆผจก.เลยรู้สึกกระหยิ่มใจว่าวันนี้รวยแน่เก้าโมงเช้าหญิงชรามาที่ธนาคารและตรงไปที่ห้องผจก.พร้อมชายอีกคน
ผจก :  สวัสดีครับคุณยาย  อ้าว..พาใครมาด้วยละนี่
ยาย :  อ่อ อัยการ…ยายเห็นเงินพนันมากเลยพาทนายมาด้วย
ผจก :  คุณยายผมเสียใจด้วยนะยายแพ้พนันผมแล้วแหละไข่ผมยังกลมอยู่เลยนี่ไง…ว่าแล้วผจก.จัดแจงปลดกางเกงลงและเรียกให้หญิงชรามาตรวจสอบ…ยายจึงได้เดินเข้าไปลูบๆคลำๆไข่ ผจก. ขณะที่คุณยายคลำไข่ผู้จัดการอยู่นั่นผจก.เหลือบไปเห็นอัยการที่มากับยายกำลังเอาหัวโขกกำแพงติดๆกันหลายครั้งเลยถามคุณยายว่า
ผจก :  ยายๆอัยการเขาเป็นอะไรเหรอครับ
ยาย :  เขาแพ้พนันยายน่ะ ยายบอกเขาว่าภายในเที่ยงวันนี้ยายจะได้คลำไข่ ผจก.ธนาคารออมสินในออฟฟิศของผู้จัดการเองเลย..อัยการเขาไม่เชื่อ..เราเลยพนันกัน 5 แสน

          สามีภรรยากำลังเตรียมตัว จะออกไปข้างนอก
ขณะที่ภรรยาเพิ่งอาบน้ำเสร็จและสามีกำลังโกนหนวดอยู่
ก็มีเสียงกริ่งดังขึ้น “ออกไปดูหน่อยได้ไหม ?” สามีบอก
ภรรยาจึงสวมเสื้อคลุมอาบน้ำไปที่ประตูทั้ง ที่ผมยังเปียกอยู่
เมื่อเปิดประตูเธอก็เห็นคนข้างบ้านยืนอยู่ คนข้างบ้านได้มองดูเธอครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“ผมจะให้เงินคุณทันที 20,000 บาท ถ้าคุณเปิดเสื้อคลุมนั่นให้ผมดู”
เธอหยุดคิดครู่หนึ่งว่า 20,000 เออ..มันก็ง่ายดีนะ แถมไม่มีใครรู้ด้วย
เธอจึงเปิดเสื้อคลุมให้เขาดู หลังจากที่เขาดูอยู่นาน เขาก็ให้เงินเธอ20,000 บาท แล้วก็กลับบ้านไป
เธอสวมเสื้อคลุมแล้วปิดประตู
สามีได้ยินเสียงประตูจึงตะโกนถามว่า
สามี : “ใครมาเหรอเธอ ?”
ภรรยา : “อ๋อ คนบ้านข้างๆน่ะ” .
สามี: อ๋อ… แล้วเค้าเอาเงินที่เค้ายืมผมไป 20,000 มาคืนด้วยหรือเปล่า..ที่รัก
ภรรยา: …….ห่ามึงเอ๋ย..

10516655_1523540484541403_2739761242065321793_n

          เด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ทะเลาะกับแม่ของตัวเองด้วยเรื่องอันน้อยนิด ด้วยความที่เป็นวัยรุ่น หุนหันพลันแล่น ทำให้เด็กหนุ่มหนีออกจากบ้านไป..ด้วยความรีบ และต้องการประชดแม่ ทำให้เขาเดินทางโดยที่ไม่ได้นำเงินติดตัวไปแม้แต่บาทเดียว ดึกแล้ว หิวก็หิว อาหารยังไม่ตกถึงท้อง…จนมาถึงร้านบะหมี่แห่งหนึ่ง ด้วยความหิว ทำให้เขาเดินเข้าไป และมองด้วยสายตาหิวโหย ชายเจ้าของร้านบะหมี่ เห็นเด็กหนุ่ม มองด้วยสายตาที่แสดงความหิว จึงเกิดความเมตตา   ชายเจ้าของร้านได้เรียกเด็กหนุ่มเข้ามา และ จัดการทำบะหมี่ให้เด็กหนุ่มหนึ่งชามโดยไม่คิดเงิน เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณ..ขณะทานบะหมี่ ด้วยความรวดเร็ว ทันใดนั้นเด็กหนุ่ม ได้ร้องไห้โฮออกมา..ชายเจ้าของร้านจึงถามด้วยความแปลกใจว่า…” เจ้าเป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไมหรือ ” เด็กหนุ่มกล่าวไปด้วย ร้องไห้ไปด้วยว่า ” คิดไม่ถึงว่า ในโลกนี้ยังมีคนที่จิตใจดีอย่างคุณอีก ที่ยอมให้ผมกินบะหมี่โดยไม่คิดเงิน” จากนั้นเด็กหนุ่มก็ เล่าให้เจ้าของร้านฟังว่า เขาทะเลาะกับแม่ จึงหนีออกจากบ้านมาเมื่อเจ้าของร้านได้ฟังที่เด็กหนุ่มกล่าวมา เขาหัวเราะจนท้องแข็ง เด็กหนุ่มสงสัยว่า นี่เป็นเรื่องตลกหรือ ชายเจ้าของร้านจึงกล่าวกับเด็กหนุ่มว่า” ฉันเพิ่งรู้จักกับเธอเมื่อครู่นี้เอง แล้วก็แค่เลี้ยงบะหมี่ เธอ ชามเดียวเอง เธอรู้สึกซาบซึ้งถึงขนาดนี้เลยเหรอ
แม่เธอต้มบะหมี่ให้กินตั้งกี่ชาม แต่เธอกลับไม่พอใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆ นี่ยังไม่น่าหัวเราะอีกหรือ”..
คำพูดของชายเจ้าของร้านบะหมี่ ทำให้เด็กหนุ่มได้คิด เขาจึงเดินทางกลับบ้าน ตั้งใจจะไปขอโทษแม่ เมื่อเขาไปถึงบ้าน แม่ของเขารีบออกมารับ และกอดเด็กหนุ่ม นอกจากจะไม่ตำหนิ แล้ว ยังรีบบอกกับเด็กหนุ่มว่า..” หิวไหมลูก เดี๋ยวแม่จะไปต้มบะหมี่ให้กิน”

          ในชีวิตจริงมีคนหลายๆคนที่ทำสิ่งดีๆให้กับเรา แต่เพียงเพราะเขา เป็นคนในครอบครัว เพื่อนสนิท ลูกน้อง หรือมิตรสหาย ทำให้เรามองไม่เห็นความสำคัญ กลับไปชื่นชม และให้ความสำคัญกับคนอื่น โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของคนที่รักเรา

๑. เคลื่อนไหวดวงตา
        การเพ่งสายตาไปที่จุดใดจุดหนึ่งนานๆ​เป็นการทำลายสายตาโดยตรง​อย่างน้อยๆทุกหนึ่งชั่วโมง​ทุกคนควรบริหารสายตาด้วยการ เหลือกตาขึ้นบนเพดาน ค่อยๆกลิ้งดวงตาไปทางซ้าย วนลงล่างแล้วกลอกไปทางขวา​ก่อนจะวนมาจบที่เพดานอีกครั้ง ทำหลายๆครั้งกล้ามเนื้อตาจะได้แข็งแรง

๒.กลืนน้ำลายการกลืนน้ำลายบ่อยๆ
         ช่วยออกกำลังกายกล้ามเนื้อ​บริเวณคอหอย กระตุ้นระบบย่อยอาหาร​ให้ทำงานเป็นปกติ

๓.หวีผมถึงแม้ว่าการหวีผมบ่อยๆ
        จะไม่ช่วยให้ผมสวยขึ้น แต่จะช่วยนวดเส้นประสาทบนสมอง ทำให้ตาสว่าง รากผมแข็งแรงขึ้น​เพราะมีเลือดไปเลี้ยงทุกครั้งที่เราหวี

๔.นวดหู
         ที่หูของเรามีเว้นประสาท​ที่เชื่อมต่อกับไตอยู่การดึง ดีด บีบ ถูใบหูบ่อยๆ จึงกระตุ้นการทำงานของไตโดยตรง​ช่วยป้องกันอาการเวียนหัว ได้ยินเสียงแปลกปลอม

๕.ขยับลิ้นเวลานั่งว่าง
         ถ้าได้ดุนเพดายปากไปด้วย จะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลาย ทำให้ปากสะอาด และขจัดกลิ่นปากไปในตัว

๖.ขมิบก้น
         วิธีแก้ท้องผูกที่ง่ายที่สุด​ก็คือการขมิบก้น ให้ได้วันละ ๓ เซ็ต
เซ็ตละ ๕๐-๑๐๐ครั้ง ทุกครั้งที่เราขมิบก้นลำไส้จะบีบตัว กำจัดของเสียที่ตกค้าง​ไม่ให้อาละวาดทำร้ายร่างกายของเรา

๗.ขบฟัน
         การขบฟันเบาๆบ่อยๆจะช่วย​ให้ฟันแข็งแรงและกระตุ้น​การผลิตน้ำย่อย คนที่มีปัญหาเรื่องลำไส้ห้ามพลาด

๘.ถูแก้ม
         ใบหน้าเป็นส่วนที่ขาดการออกกำลังกายมากที่สุดทั้งๆที่วิธีนั้นง่ายแสนง่าย แค่ถูสบู่ไว้ที่มือทั้งสองข้าง จากนั้นใช้ฝ่ามือถูหน้าเบาๆ​กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดมาเลี้ยงสองแก้มได้มากขึ้น หน้าใสๆก็จะตามมาเอง